สถิติ
เปิดเมื่อ2/03/2017
อัพเดท2/03/2017
ผู้เข้าชม1067
แสดงหน้า1152
ปฎิทิน
April 2026
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
   
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
  




บทความ

จุดเด่งของกล้อง nikon
หลังจาก D800 สร้างชื่อเสียงให้กับนิคอนด้วยจุดเด่นในเรื่องคุณภาพไฟล์และการรองรับความละเอียดภาพที่มากถึง 36.3 ล้านพิกเซลจนกลายเป็นกล้อง DSLR ฟูลเฟรมระดับมืออาชีพที่ถูกเลือกใช้ในงานที่มีรายละเอียดสูง เช่น บันทึกภาพสถาปัตยกรรมหรือภาพวิวทิวทัศน์ต่างๆ จน Nikon ต้องคลอด D800E ที่ตัด low-pass filter ออกมาอีกครั้งเพื่อใช้ในงานเฉพาะทาง
       
       และในวันนี้ก็ถึงเวลาที่นิคอนจะปล่อยทายาทรุ่นต่อไปของตระกูล D800 กับ Nikon D810 กับการปรับเปลี่ยนฟีเจอร์และสเปกภายในใหม่หมดทุกส่วนรวมถึงลบข้อจำกัดที่เคยเกิดขึ้นกับ DSLR ของนิคอนแทบทุกรุ่นลงจนหมด ซึ่งในวันนี้ทีมงานไซเบอร์บิซจะพาทุกท่านมาเจาะลึกสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปใน Nikon D810 พร้อมพรีวิวภาพเล็กน้อยจากในงาน Workshop
     สเปกคงเดิมแต่ปรับปรุงประสิทธิภาพ
       
       

       
       สำหรับสเปกหลักของ Nikon D810 ยังคงใช้เซ็นเซอร์ความละเอียด 36.3 ล้านพิกเซล เหมือน D800 แต่ส่วนที่แตกต่างกันคือโฟโต้ไดโอดที่รับแสงได้มากกว่ารวมถึงเซ็นเซอร์รับภาพได้ตัด OLPF (Optical low pass filter) มาทันที ทำให้ภาพที่ได้จะมีความคมชัดของเส้นขอบต่างๆ สูงมาก และที่สำคัญสำหรับผู้ใช้ที่บ่นเรื่องขนาดไฟล์ RAW ที่ใหญ่มากใน D810 ทางนิคอนได้เพิ่มคุณสมบัติ RAW-S ความละเอียด 9 ล้านพิกเซล (12-bit uncompressed) หรือไฟล์ RAW ขนาดเล็กมาให้สำหรับการใช้งานทั่วไปแล้ว
       
       

       
       นอกจากนั้นทางนิคอนยังได้ปรับปรุงหน่วยประมวลผลภาพใหม่ในชื่อ EXPEED 4 และปรับปรุงส่วนของค่าความไวแสงใหม่ให้สามารถตั้งค่าได้ต่ำสุดที่ ISO 64 สูงสุด ISO 12,800 รวมถึงความเร็วสูงสุดในการถ่ายภาพต่อเนื่องยังเพิ่มสูงขึ้นเป็น 7 เฟรมต่อวินาทีสำหรับครอปโหมด และฟูลเฟรมที่ 5 เฟรมต่อวินาทีและยังสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องที่ความไวชัตเตอร์ต่ำกว่า 4 วินาทีได้อย่างต่อเนื่องจนกว่าการ์ดความจำจะเต็ม
       
       เซ็นเซอร์วัดแสงรูปแบบใหม่
       
       

       
       ใน Nikon D810 ยังคงใช้เซ็นเซอร์วัดแสง 91k pixels RGB เหมือน D800 แต่มีการเพิ่มระบบวัดแสงใหม่ในชื่อ ”Highlight Weighted” ขึ้นมาเพื่อใช้ร่วมกับการถ่ายภาพที่มีความต่างของแสงที่มาก เช่น ถ่ายภาพนักร้องในงานคอนเสิร์ตที่พื้นหลังมืด โดยปกติถ้าตั้งระบบวัดแสงเป็น Matrix เมื่อกดถ่ายภาพไม่ใบหน้านักร้องหรือไม่ก็เสื้อผ้ามักจะติดโอเวอร์และส่วนใหญ่จะแก้ไขได้ด้วยการวัดแสงแบบ Spot ที่ต้องใช้ความแม่นยำและรวดเร็วในการควบคุมกล้อง
       
       แต่เมื่อใช้ระบบวัดแสงแบบ Highlight Weighted ภาพทั้งหมดจะถูกปรับความสมดุลใหม่โดยเฉพาะส่วนสว่างสุดของภาพจะถูกปรับให้สอดคล้องกันทุกส่วนเพียงแค่เล็งและถ่ายภาพเท่านั้น ทฤษฎีการวัดแสงแทบจะโยนทิ้งไปได้ทันทีเมื่อเปิดใช้โหมดนี้
       
       

       
       และนอกจากระบบวัดแสงใหม่แล้ว ทางนิคอนยังใส่ Picture Control ตัวใหม่มาให้ 2 ตัวในชื่อ Flat ที่จะช่วยลดสีสันและคอนทราสต์ที่สูงมากเกินไปเพื่อการปรับแต่งภาพในภายหลังที่ง่ายขึ้น ส่วนตัวที่ 2 คือ Clarity หรือตัวเลือกปรับเพิ่มความคมชัดของภาพโดยไม่รบกวนส่วนที่เป็นรายละเอียดและสีสันของภาพ โดยสามารถปรับได้ละเอียดถึง 0.25 สเตป